Lonely

Facebook กับโรคติดต่อทางอารมณ์

Feeling หว้าแย่จัง, Feeling เห้อ, Feeling เบื่อ, …  สถานะทางอารมณ์มากมายที่คุณแสดงออกผ่าน Facebook  รู้ บ้างไหม? ว่ามันส่งผลกับคนอื่นนะ!

ทีมงานนักวิทยศาสตร์โซเชียล (Social Sceientist) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University),  มหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ (University of California) ซานฟรานซิสโก และทางทีมงานวิจัยใน Facebook ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอารมณ์ของบุคคลต่างๆ ที่ได้แสดงออกผ่านทางการโพสท์ใน Facebook นั้น จะแพร่กระจายไปยังเพื่อนฝูงคุณด้วย

ทีมงานนักวิทยศาสตร์ได้ทำการคัดเลือกตัวอย่างจากข้อมูลกว่า 689,003 ชุด จากกลุ่มตัวอย่างประชากร 1,300 ล้านคนที่อยู่ในโลก Facebook และได้เผยรายงานล่าสุดว่า “บางประสบการณ์ของคนหนึ่งๆนั้นมีอิทธิพลกับคนอื่นด้วย โดยสามารถเพิ่ม หรือลดจำนวนข่าวที่ดี (Positive news) หรือข่าวที่ไม่ดี (Negative News) ในแต่ละวันได้เลยทีเดียว” กล่าวคือ

Facebook กับโรคติดต่อทางอารมณ์

ลักษณะการโพสท์ของผู้ใช้งาน (User) นั้น มีผลต่อการลดจำนวนข่าวดีให้น้อยลงได้ โดยแค่เพียงโพสท์คำ หรือเนื้อหาที่ ไม่ดี หรือแย่ๆลงไปจำนวนมาก ข่าวดีโดยรวมก็จะลดจำนวนลงทันที แต่ในทางกลับกันถ้าผู้ใช้งานคนหนึ่งๆนั้นโพสท์ในสิ่งดีๆ ภาพรวมของข่าวไม่ดีก็จะลดลงเช่นเดียวกัน โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกผลกระทบดังกล่าวว่าเป็นดั่ง “โรคติดต่อ (Contagion)” (แรงส์!) โดยผลกระทบดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับผู้คนรอบข้างของผู้โพสท์โดยตรง กล่าวคือ ถ้าผู้ใช้งานไม่ได้โพสท์อะไรเท่าไรนัก คนรอบๆข้างเขาก็จะไม่ตื่นตัว หรือมีผลกระทบอะไรมากมายนักเช่นเดียวกัน (จบบทความนี่หลายๆเพจ หรือแฟนเพจอาจเริ่มเข้าใจแล้วว่า อ่อ นี่เราปลุกกระแสนี่นา!)

Facebook emoticon

การทดลองทางวิทยศาสตร์ครั้งนี้เริ่มจากการที่ ทางทีมงานค้นพบข้อเท็จจริงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่า “ผู้ใช้งานที่บ่อยครั้งมักโพสท์ในข้อความเชิงบวก บรรดาเพื่อนๆของเขานั้นก็จะรู้สึกแบบเดียวกันไปด้วย”

ข้อเท็จจริงดังกล่าวตรงข้ามกับทฤษฎีที่ว่า

การที่คนเราเห็นเพื่อนมีอารมณ์ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีอารมณ์ดีตามไปด้วย ซ้ำร้ายยังอาจทำให้อารมณ์เสียเลยก็เป็นได้

ซึ่งแนวความคิดดังกล่าว เป็นผลมาจากการไม่ต้องการการได้รับข้อมูลเชิงบวกของเพื่อนมากเกินไป ตรงนี้เอง นายแฮนค็อก (Hancock) เสริมว่า “ตามข้อเท็จจริงแล้ว ผลลัพธ์ทางปฏิกิริยาดังกล่าวนั้นจะค่อนข้างแม่นยำมากกว่าในกรณีที่ผู้ใช้งานนั้นๆมีโพสท์ไม่เยอะเท่าใดนัก

และจากการทดลองที่ผ่านมา ก็สนับสนุนแนวความคิดที่ว่า “โรคระบาดทางอารมณ์ (Emotional Contagion) นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง” ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าปฏิกิริยาเมื่อเราพบคนอื่นๆที่มีความสุขมากๆจะทำให้เรามีความสุขยิ่งขึ้นไปอีก

feeling

ช่วงที่ผ่านมา Facebook ได้เริ่มออกกฎข้อบังคับที่เข้มงวดทางข้อมูล (Data Policy) มากยิ่งขึ้น  ทางทีมงานวิจัยจึงไม่สามารถเข้าถึงบทความในโพสท์ขของผู้อื่น (เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว โดยตนเองไม่ใช่เพื่อน) นั้นๆ เพื่อวิเคราะห์ได้โดยตรง อย่างไรก็ตามทางทีมนักวิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีการสุ่มข้อมูลจากโพสท์จำนวนทั้งสิ้น 3 ล้านโพสท์ คิดเป็น 122 ล้านคำโดยประมาณ ซึ่งจากรายงานพบว่า มากกว่า 4 ล้านคำเป็นคำพูดเชิงบวก และกว่า 1.8 ล้านคำเป็น คำพูดเชิงลบ

งานวิจัยดังกล่าวได้ทำการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมาในวารสาร (PNAS – Proceeding of the National Academy of Sceince) Social Science (Click เพื่ออ่านรายละเอียด)

ดังนั้นตอนนี้พวกเราบางท่าน อาจติดโรคระบาดนี้กันมานานแล้ว ยังไงอย่าลืมปลดล็อกตัวเองจากโลกโซเชียลบ้างนะครับ สำหรับในโอกาสถัดไป ทางทีมงาน 65Blogs อาจพูดถึงอาการติดโซเชียล หรือที่เรียกว่า Social Addict ครับ

Comments




Pin It on Pinterest

Share This