instagram-for-business

กระตุ้นธุรกิจของคุณด้วย Instagram

วันนี้ผมจะพูดกันถึงอีกหนึ่งบทความที่น่าจะเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่โปรโมทธุรกิจโดยใช้ Social Media กันครับ ในปัจจุบันการทำการตลาดโดยใช้ช่องทางโซเชียลสามารถทำได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางยอดนิยมอย่าง Facebook, Twitter, Google+ หรือ LinkedIn หรือจะเป็นช่องทางที่อินดี้หน่อยเช่น Pinterest Tumblr หรือ Vine? ซึ่งจะเห็นว่ามีช่องทางมากมายที่คุณสามารถเลือกใช้กันไม่หวัดไม่ไหวเลยทีเดียว ดังนั้นก็คงจะต้องมีหลักการในการเลือกกันหน่อย เพราะถ้าทำทุกทางคงจะเป็นไปไม่ได้

วันนี้ผมขอนำเสนอช่องทางที่คนไทยหลายคนอาจจะรู้จักกันดี นั่นก็คือ Instagram หรือที่คนไทยชอบเรียกย่อๆว่า IG ซึ่งในเวลานี้มีผู้ใช้งานอยู่ที่ 200 ล้านคน เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการใช้รูปภาพเป็นสื่อโฆษณานั้น เป็นสิ่งที่ทำให้คนเกิดความสนใจได้มากกว่าการใช้เพียงข้อความหรือคำพูด และ IG ก็เป็นแอพสำหรับแชร์ภาพที่ติดหนึ่งในสิบของแอพทางโซเชียลที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดอีกด้วย

ในปัจจุบันเราคงจะใช้ Facebook และ Twitter เป็นช่องทางหลักในการโปรโมทสินค้าอยู่แล้ว และถ้าเราต้องการช่องทางที่อื่นๆเพิ่มเติม ตัวเลือกก็คงจะเป็น Google+, LinkedIn, Pinterest และ Instagram นี่แหละ และถ้าดูจากจำนวนของผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Instagram แล้ว คำถามถัดไปคือ

จะเริ่มใช้ Instagram สำหรับธุรกิจได้อย่างไร?

มาเริ่มกันเลย

คุณคงทราบกันถึงวิธีการใช้งานกันดีอยู่แล้ว หลายๆคนคงเคย Follow เพื่อน หรือดาราคนที่เราชื่นชอบเพื่อดูรูปที่ถูกตกแต่งอย่างดีด้วยฟิวเตอร์ที่แอพจัดเตรียมไว้ให้ หรือคุณอาจจะทำตัวเป็นเซเลปให้เพื่อนๆ Follow ซะเองก็สามารถทำได้ วิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่ายเพียงแค่ดาวน์โหลดรแอพลงมือถือ iPhone หรือ Android ก็สามารถทำการอัพโหลดรูปขึ้นไปได้แล้ว

แต่สำหรับในเชิงธุรกิจนั้น ผมขอยกตัวอย่างร้านขายเสื้อชื่อ Kooples โดยทางร้านมีไอเดียเก๋ๆ เริ่มด้วยการโพสรูปนับถอยหลังวันที่ร้านจะทำการเริ่มโปรโมท ซึ่งนี่ก็เป็นไอเดียแบบหนึ่งที่น่าสนใจในการเริ่มต้น

แล้วเราควรโพสรูปที่มีขนาดเท่าไหร่กันดี?

รูปที่ใช้นั้นจะมีรูปแบบเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยขนาดรูป Profile จะมีขนาด 110 x 110 พิกเซล ส่วนขนาดมาตรฐานของรูปใน Instagram จะอยู่ที่ 612 x 612 พิกเซล

ส่วนรูป Cover ในเวปไซด์จะเป็นภาพที่ฮิตที่สุดของคุณ 7 ภาพ มาเรียงต่อกัน ซึ่งรูปขนาดใหญ่สุดตามภาพด้านล่างจะมีขนาด 409 x 409 พิกเซล ถ้าคุณเริ่มต้นสมัครใหม่ รูป Cover จะขึ้นให้อัตโนมัติหลังจากโพสรูปภาพไปแล้ว 7  รูป ดังนั้นเวลาโพสรูปก็คงจะต้องคิดไว้ด้วยว่าทำอย่างไรให้รูปแบบใกล้เคียงกัน

อะไรคือเครื่องมือวิเคราะห์ (Analytics tools) สำหรับ Instagram?

เช่นเดียวกับ Facebook หรือ Twitter สำหรับ Instagram ก็มีนักพัฒนาหลายๆ บริษัททำเครื่องมือวิเคราะห์​ (Analytics Tool) ออกมา โดย 2 ตัวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดก็คือ

Iconosquare – สำหรับเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานให้มากมายและที่สำคัญยังให้ใช้งานได้ฟรีอีกด้วย โดยตัวเครื่องมือสามารถรายงานค่าสถิติต่างๆเช่น อัตราการเพิ่มของผู้ใช้งาน Engagement Rates เวลาที่ดีที่สุดในการโพส และอื่นๆอีกมากมาย

Nitrogram – เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับคนที่จะสร้างแบรนด์ ซึ่งรวบรวมค่าสถิติไว้อย่างมากมายเช่น หน้าจอแสดงรายละเอียดสถิติต่างๆ ตัวมอนิเตอร์ Hashtag และ Social CRM โดยสนนราคาเริ่มต้นที่ 149$ ต่อเดือน

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

จำนวน Likes และ Comment ควรเป็นเท่าไหร่เทียบกับจำนวนคนที่ Follow?

ถ้าคุณสามารถทำให้สินค้าเป็นที่ติดตาเหมือนกับบรรดาสินค้าแบรนด์ชั้นนำ คุณก็อาจจะอัตราการ Like มากพอๆกับแบรนด์เหล่านั้น

Sabel Harris ได้เขียนรายงานเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับบรัษทชั้นนำใน Fortune 500 ว่า “บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยในการ like อยู่ที่  37 likes ต่อจำนวนคน Follow 1,000 คน” หรือคิดเป็น 0.37% ดังนั้นถ้าคุณสามารถลงรูปดีพอใกล้เคียงกับบริษัทใหญ่ๆเหล่านั้น คุณก็น่าจะได้จำนวนคนกด Like พอๆกัน ซึ่งหมายถึงว่า

  • ถ้าคุณมีคน Follow 1,000 คน ก็ควรจะมีคน Like 37 คน
  • ถ้าคุณมีคน Follow 500 คน ก็ควรจะมีคน Like 19 คน
  • ถ้าคุณมีคน Follow 5,000 คน ก็ควรจะมีคน Like 185 คน

ดังนั้นคุณสามารถใช้หลักการนี้ประเมินได้ว่ารูปภาพที่คุณเอาลงนั้นดีพอหรือไม่ ถ้าอัตราการกด Like น้อยกว่า 0.37% ก็แสดงว่ารูปอาจจะยังไม่ดีพอ และถ้าพิจารณาจากข้อมูลที่เปิดเผยโดย Nitrogram พบว่า ค่าเฉลี่ยการกด Like อยู่ที่ 100 Likes ต่อ 1 comment

โพสรูปเวลาอะไรดี?

SumAll แอพสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลอีกตัวหนึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการโพสของทั้ง 7 โซเชียลมีเดียชั้นนำ ผลการวิเคราะห์ปรากฎว่า

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการโพสรูปลง Instagram คือ วันธรรมดาเวลา 17:00 ถึง 18:00 นาฬิกา ซึ่งวันจันทร์จะเลื่อนไปที่ 20:00 นาฬิกา ส่วนเวลาที่ดีที่สุดจะอยู่ที่ 18:00

จากรูปประกอบด้านบนจะเห็นว่า เวลาการใช้งาน Instagram จะแตกต่างจาก Facebook และ Twitter เนื่องจากทั้งสองระบบหลังคนส่วนใหญ่จะเปิดเล่นในเวลาทำงาน แต่ในส่วนของ Instagram ตัวแอพจะใช้งานผ่านมือถือเป็นหลัก ดังนั้นจะเล่นกันในเวลาเดินทางหลังเลิกงานซะเป็นส่วนใหญ่

SumAll ยังได้อ้างอิงเกี่ยวทฤษฎี Burrito ซึ่งได้รับแนวคิดมาจาก Darian Rodriguez Heyman ผู้เขียนของ Stay Classy Blog. โดยใจความคร่าวๆ มีอยู่ว่า “คุณต้องการที่จะทำให้ผู้คนสนใจในเวลาที่เขาว่างอยู่ อย่างเช่นเวลาที่กิน Burrito เพราะว่าเวลานั้นแหละเป็นเวลาที่ว่างในการรับข้อมูลโซเชียลมีเดีย” ผมว่าน่าจะเป็นเพราะว่าใช้มือได้ข้างเดียวอีกมือหนึ่งกินอยู่ อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ 🙂

อีกแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเวลาในการโพสคือ กลางดึกที่เงียบสงัด ทั้งนี้เนื่องจากเวลานั้นจะมีคนโพสไม่เยอะนั่นเอง แต่ถ้าคุณจะทดลองเวลาที่เหมาะสมกับคุณ ก็อาจจะลองเริ่มที่ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวมา แล้วก็ลองหาช่วงเวลาที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันน่าจะขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าของคุณด้วย

Hashtags ทำงานอย่างไร

บางทีวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้รูปหรือวีดีโอของคุณถูกรับชมมากที่สุดคือการใส่ Hashtags ซึ่งการใส่ Hashtags จะทำให้คนที่กำลังค้นหารูปที่มีคำตรงกับ Hashtags ที่คุณใส่ สามารถเจอรูปคุณได้แม้จะไม่ได้ Follow ก็ตาม และยังเป็นผลดีต่อการจัดหมวดหมู่ ถ้าวันหนึ่งที่มีรูปเยอะๆ ซึ่งวิธีการใส่ Hashtags สามารถทำได้สองทางหลักๆ คือ ใส่ตามคำฮิต หรือใส่ตามแบรนด์ของสินค้า

การใส่ตามคำฮิตนั้นจะทำให้คุณสามารถเป็นที่รู้จักของคนใน Community นั้นๆ ซึ่งวิธีการคิดคำที่เหมาะกับรูปภาพคือ ลองค้าหาคำที่คุณต้องการโพสก่อน จากนั้นดูคู่แข่งว่ารูปสินค้าของคุณเป็นที่เตะตาน่าสนใจกว่าคู่แข่งหรือไม่ Webstagram ได้เก็บรายการของ 100 Hashtags ที่ถูกใช้ใน Instagram ตัวอย่างเช่น

  • #throwbackthursday or #tbt
  • #ootd (Outfit of the Day)
  • #selfie
  • #FromWhereIStand

Dan Zarrella ได้วิเคราะห์คำ Hashtags ต่อจำนวนการ Like จากข้อมูลรูปหนึ่งงล้านรูป และพบว่า Hashtags ที่ดีจะเป็นการบอกให้ Follow หรือคำที่เกี่ยวกับธรรมชาติ

Hashtags เกี่ยวกับแบรนด์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำ Hashtags ไปใช้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Lululemon ได้ใช้คำว่า #thesweatlife เพื่อให้ลูกค้าส่งร่วมสนุกส่งรูปเข้าประกวดชิงรางวัล และใช้คำนี้ในการกรองเพื่อโพสรูปลงเวปของบริษัท

แล้ว Hashtags จำนวนเท่าไหร่กำลังดี?

Instagram จำกัดจำนวน Hashtags ไว้ที่ 30 tags ต่อหนึ่งรูป (รูปด้านล่างแสดงให้เห็นว่าถ้ามี 30 tags แล้วมันจะออกมาเป็นยังไง)

จะเห็นว่ารูปด้านบนดูแล้วลายตามากๆ ซึ่งจากการวิเคราะห์ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ จำนวน Hashtags ที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 5 tags เท่านั้น เพื่อที่จะทำให้น่าอ่าน และทำให้คุณสามารถคิดคำที่สมเหตุผลกับที่จะโพสได้มากที่สุดด้วย แต่ถ้าพิจารณาข้อมูลจาก Max Woolf ซึ่งมาจากการวิเคราะห์ภาพมากกว่า 120,000 ผลการวิเคราะห์พบว่า ถ้าคุณใส่ Hashtags มากเท่าไหร่ คนก็จะ Like ภาพคุณมากเท่านั้น

จากตัวเลขในรูปด้านบนพบว่า อัตราการกด Like ก็ยังคงเพิ่มขึ้นแม้จะใส่ Hashtags 30 tag ก็ตาม ดังนั้นคุณคงต้องเลือกเองว่าอยากให้รูปของคุณดูดีสะอาดหรือว่าจะสนใจแค่จำนวนคนที่เข้ามา Like เพียงอย่างเดียว

รูปจาก Instagram จะดูเป็นอย่างไรเมื่ออยู่ใน Facebook และ Twitter?

Instagram อนุญาติให้ผู้ใช้งานผูกบัญชีเข้ากับ Facebook และ Twitter ได้ เมื่อมีการโพสรูปก็จะปรากฎใน Facebook หรือ Twitter โดยอัตโนมัติ แต่การแสดงผลใน Facebook และ Twitter นั้น มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร

บน Facebook รูปที่โพสมาจาก Instagram จะมีลักษณะใกล้เคียงไม่แตกต่างกันมากนัก รายละเอียดในรูปไม่ว่าจะเป็นคำบรรยาย Link หรือแม้กระทั่ง Hashtags ก็จะมาหมด

แต่ Twitter จะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง โดยบน Twitter จะโชว์แต่ข้อความรายละเอียดและตามด้วย Link ไปยังรูปนั้นๆ

instagram-twitter

รูปด้านล่างคือรูปที่จะเห็นใน Instagram เมื่อกด Link ในข้อความด้านบน

instagram-twitter

จะเพิ่มรูปจากคอมพิวเตอร์อย่างไร?

หลายต่อหลายเหตุผลที่คุณอาจจะอยากเพิ่มรูปโดยใช้คอมพิวเตอร์ และโพสลง Instagram ทันที เพราะว่าคุณอาจจะต้องการใช้รูปถ่ายจากกล้องโปรที่สวยงาม และบางทีคุณอาจจะอยากใส่คำโปรยต่างๆ เพื่อโปรโมทสิ้นค้าลงไปด้วย

อย่างไรก็ตามในขนาดนี้ยังไม่มีวิธีการตรงๆ ในการอัพโหลดภาพจากคอมไปยัง Instagram ซึ่งวิธีการที่คนส่วนใหญ่ใช้กันคือเอาลงมือถือ ไม่ว่าจะเป็น iOS หรือ Android และใช้แอฟในนั้นทำการอัพโหลดขึ้นไปอีกทีหนึ่ง

หนึ่งในรูปที่ดูดีใน Instagram คือรูปจาก GoPro ซึ่งถ่ายโดยกล้อง GoPro เองและทำการอัพโหลดผ่านตัวกล้องโดยตรง

instagram-gopro

จะจัดแคมเปญชิงรางวัล ทำยังไง?

การจัดชิงรางวัลให้คนเข้ามาร่วมสนุกเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มจำนวนคน Follow ใน Instagram ซึ่ง Nitrogram Blog ได้เขียนถึง วิธีการจัดชิงรางวัล ไว้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้

  • ตั้งเป้าหมาย
  • กำหนดกุญแจสำคัญของการแข่งขัน
  • เลือก Hashtags ให้ถูกต้อง
  • เลือกวิธีการแข่งขันสำหรับหาผู้ชนะ
  • ตั้งกฎกติกา
  • เริ่มแข่งจริง
  • คอยดูแลการแข่งขัน
  • ติดตามผู้เข้าแข่งขันเด่นๆ

3rd Party แอพที่สามารถใช้งานได้

นอกจากใช้แอพโดยตรงแล้ว ยังมีแอพของบริษัทอื่นๆที่ให้คุณสามารถแก้ไขและอัพโหลดรูปขึ้นไปได้ ตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • Instaframe – แอพสำหรับนำรูปมาเรียงต่อกันให้สวยงาม
  • Squareready – หดรูปให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสโดยไม่ต้องทำการ Crop
  • Picfx – มีฟิวเตอร์และเอฟเฟคมากขึ้น 100 อย่าง
  • Camera+ – แอพถ่ายรูปชื่อดังพร้อมด้วยฟังก์ชั่นเพียบ

ความแตกต่างระหว่างวีดีโอจาก Instagram และ Vine?

จริงๆแล้วระบบของทั้งสองเจ้ามีความคล้ายครึงกันมาก ซึ่งมีหลักการเหมือนกันคือ พยายามทำให้วีดีโอมีขนาดสั้นและกระชับ โดยความยาวในการอัดภาพของ Instagram อยู่ที่ไม่เกิน 15 วินาที ในขณะที่ Vine อยู่ที่ไม่เกิน 6 วินาที

ทั้งสองแอพทำงานโดยให้คุณเลือกช่วงวีดีโอที่ชอบ จากนั้นตัดต่อเป็นช่วงสั้นๆ และสามารถนำมารวมกันกี่ช่วงก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเวลาที่กำหนด โดยแอพทั้งสองมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

  • Instagr.am สามารถใส่ฟิวเตอร์ได้
  • Instagr.am สามารถเล่นบน Facebook ได้ ในขณะที่ Vine สามารถเล่นบท Twitter ได้
  • Instagr.am มีคนใช้งาน 200 ล้านคน ส่วน Vine อยู่ที่ 40 ล้านคน 🙂

แล้วจะใช้ Instagram อย่างไรดี สำหรับธุรกิจของผม?

มีตัวอย่างมากมายสำหรับคนที่ใช้ Instagram ทำการขายของหรือโฆษณาได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งในประเทศไทยอย่างที่หลายๆคนเคยเห็นเซเลป ศิลปิน ดารา เอาของมาโปรโมทใน IG ของตนและขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องใช้เซเลปเพื่อทำการโปรโมท บางทีความคิดสร้างสรรค์บวกกับจังหวะที่ถูกต้องก็อาจจะทำให้สำเร็จได้เช่นเดียวกัน

paula

ในความคิดเห็นส่วนตัวถ้าคุณต้องการโปรโมทธุรกิจของคุณ ทางที่ดีที่สุดคุณควรจะทำการทดลองหลายๆวิธี โดยมีการวัดผลว่าวิธีไหนดีกว่ากัน และทำการหาแผนการที่เหมาะสมที่สุดกับธุรกิจของคุณเอง โดยผมมีข้อแนะนำบางประการที่อาจจะเป็นเป็นประโยชน์ดังต่อไปนี้

  1. หมั่นโพสอยู่สม่ำเสมอ แต่ต้องไม่ดันเกี่ยวกับสินค้ามากเกินไปเพื่อให้เป็นธรรมชาติ (ไม่งั้นจะดูเป็นการ Push Sell เกินไปซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบ)
  2. แสดงว่าผู้ใช้จะใช้สินค้าได้อย่างไรบ้าง อย่ามัวแต่โชว์แค่ตัวสินค้ากับคุณสมบัติของมัน

แล้วแผนการของคุณเป็นอย่างไร?

ในส่วนตัวผมผมว่าแผนการที่เล่ามาทั้งหมดเป็นแค่แนวทางเบื้องต้นเท่านั้น คงไม่มีสูตรสำเร็จตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ถ้าเพื่อนๆมีแผนที่น่าสนใจ หรือเพื่อนๆเคยประสบความสำเร็จกันมาแล้ว ก็มาแชร์เรื่องราวกันได้นะครับ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยครับ…

Comments




Pin It on Pinterest

Share This